Choose Language : ENG | ภาษาไทย








เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปี 2556 สภาพเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเป็นที่น่าพอใจในช่วงครึ่งปีแรก โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 มีอัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 5.4 % และ 2.9% ตามลำดับ อันเป็นผลมาจากความต่อเนื่องในการกระตุ้นนโยบายประชานิยมต่อกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งก็คือประชาชนในต่างจังหวัดและกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก (กล่าวคือ การฟื้นตัวของผู้นำเศรษฐกิจโลกและความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยที่เป็นไปอย่างฝืดเคืองกว่าที่คาดการณ์ไว้) ต่างส่งผลกระทบต่อการเติบโตภาคส่งออกของไทยตลอดปี 2556 ประกอบกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างบาทไทยและดอลล่าร์สหรัฐที่ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนยังส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศ ตลอดจนการลงทุนต่างๆของภาครัฐและภาคเอกชนลดต่ำลง ถือเป็นผลกระทบในเชิงลบที่สำตัญที่ส่งผลต่ออัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ประเทศไทยในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองที่ปะทุขึ้นช่วงปลายไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้เกิดความรุนแรงขึ้นบ้างในวงจำกัด นับว่าไม่รุนแรงเท่าปี 2553 แต่ด้วยกิจกรรมทางการเมืองของรัฐบาลรักษาการและการปิดการจราจรภายในพื้นที่ศูนย์กลางย่านธุรกิจกรุงเทพที่เกิดขึ้นวันต่อวันจากผู้ชุมนุมประท้วง ทำให้เกิดความชะงักงันและเสียหายในระบบเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้การแบ่งแยกขั้วอำนาจทางการเมืองที่ขยายตัวอย่างชัดเจนและรวดเร็วซ้ำทวีความรุนแรงมากขึ้น และปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้นี้ คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงถึงแม้จะก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 1 และได้มีกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม

ทุกปัจจัยดังกล่าวข้างต้นล้วนส่งผลกระทบในเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของไทย ทั้งด้านการเติบโตในภาคการส่งออกที่ติดลบ 0.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโดยรวมอยู่ที่ 2.5 - 3.0% หรือในไตรมาสที่ 3 ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตอยู่ที่อัตรา 2.7 % และอัตรา 2.0-2.5% ในไตรมาสที่ 4 ตามลำดับ และจากอานิสงส์แห่งฤดูกาลการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยนี้เอง ทำให้อัตราความเติบโตทางเศรษฐกิจรวมตลอดทั้งปีสูง 20% ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั้งปีเติบโต 2.5-2.9 % (เมื่อเทียบกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้อยู่ 4.9-5.5%) นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองและกลุ่มผู้ต่อต้านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการที่มีสถานที่ตั้งในกรุงเทพฯซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจยืดเยื้อถึงช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557


มุมมองในปี 2557 และอนาคตข้างหน้า

ประมาณการแรกเริ่มถึงการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศไทยเปรียบเทียบปีก่อน คาดการณ์ว่าในปี 2557 จะมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 5-6% แต่จากการประท้วงคัดค้านทางการเมือง การชุมนุมปิดถนน การดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆที่ถูกจำกัด รวมถึงงบประมาณเบิกจ่ายของรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบในทางลบสำหรับครึ่งปีแรกของ 2557 นี้ (ที่ยังมองไม่เห็นหนทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในเร็ววัน แม้จะเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม)

ด้วยการบริหารงานที่ผิดพลาดและสภาพทางเศรษฐกิจที่ถูกปิดล้อมด้วยจำนวนผู้ประท้วงที่เพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มชาวนาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด (ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายเงินตามสัญญาการประกันราคาและโครงการรับจำนำข้าวจากรัฐบาล) ประกอบกับการปรับตัวลดลงทั้งในส่วนการบริโภคและการลงทุนต่างๆจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ส่งผลต่อธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ล้วนแต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคโดยเฉพาะต่อครึ่งปีแรกนี้ แม้จะได้ข้อยุติในการแก้ปัญหาผ่าทางตันวิกฤตการณ์การเมืองปัจจุบัน และการรับรองคณะรัฐบาลจัดตั้งใหม่ที่ชอบด้วยกฎหมายในเร็ววัน แต่ผลลัพธ์ก็จะไปปรากฎในช่วงไตรมาสที่ 2 ต่อไป

ถึงแม้จะมีการคาดการณ์แนวโน้มภาคการส่งออก อัตราเติบโตในปี 2557 อยู่ที่ 4-6% ที่คาดว่าฟื้นตัวจากตลาดส่งออกหลักที่มีอยู่เดิม แต่จากประมาณการล่าสุดพบว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศไทยในปี 2557 จะอยู่ที่ 3-4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การเติบโตในภาคการส่งออกในครึ่งปีแรกไม่ถึง 1% ทั้งนี้อาจจะเติบโตสูงขึ้นถึง 5-6% ได้ในครึ่งปีหลังหากรัฐบาลใหม่มีความลงตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจให้กลับคืนมาได้โดยเร็ว แต่หากวิกฤตการณ์ทางการเมืองยังคงยืดเยื้อจนถึงไตรมาสที่ 3 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2557 ก็อาจจะลดลงอยู่ที่ 2.5% หรือน้อยกว่านั้น

สิ่งที่บริษัทกังวลคือ แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในเชิงลบที่ต่อเนื่องควบคู่กับกำลังการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังจากตลาดลูกค้าต่างจังหวัดที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก บริษัทจึงเน้นให้ความสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจหลักให้มีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงผ่านความหลากหลายของตลาดและฐานลูกค้าเข้าผสมผสานกัน รวมถึงปรับกระบวนการควบคุมสินเชื่อและเก็บเงินบัญชีเช่าซื้อให้ดียิ่งขึ้นและนำไปปฏิบัติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


ผลการดำเนินงานตลอดปี 2556

จากงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 รายได้รวมของบริษัทจากการขายสินค้า ดอกเบี้ยรับจากการผ่อนชำระ และการให้บริการอื่นๆ มีมูลค่าเท่ากับ 3,639.5 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2555 เพิ่มขึ้น 675.4 ล้านบาท หรือเท่ากับ 22.8% โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 320.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 94.3 ล้านบาท หรือเท่ากับ 41.7% อันมีผลทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เท่ากับ 1.19 บาทต่อหุ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่เท่ากับ 0.84 บาทต่อหุ้น

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ได้แสดงให้เห็นถึงรายได้ที่เติบโตสูงสุดในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา และมีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาบริษัทซิงเกอร์ประเทศต่างๆที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน อีกทั้งยังทำลายสถิติรายได้รวมสูงสุดจากผลการดำเนินการตลอดปี อันเนื่องมาจากการขายสินค้า และดอกเบี้ยรับจากการผ่อนชำระที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เฉกเช่นเดียวกับกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในทุกไตรมาสตลอดทั้งปี 2556
ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2556 บริษัทได้มีการขยายเครือข่ายสาขาจนมีจำนวนถึง 214 สาขา โดยมีพนักงานขายเดินตลาดที่เป็นคนพื้นที่ถึง 3,154 คน

อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการขายสินค้าเชิงพาณิชย์ที่มีอัตรากำไรเบื้องต้นต่ำกว่าการขายสินค้าภายในครัวเรือน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสมผสานระหว่างการขายสินค้าอุปโภค-บริโภคควบคู่พร้อมไปกับสินค้าเชิงพาณิชย์ จึงเกิดเป็นรายได้ที่สมดุล เกิดการพัฒนาธุรกิจให้มีความหลากหลายและกระจายความเสี่ยงทางการเงิน

แม้ว่าตลอดปีที่ผ่านมาจำนวนบัญชีเช่าซื้อจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับอัตราความเสี่ยงของหนี้ไม่มีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นตามด้วยนั้น (ผลมาจากการเติบโตของรายได้ที่ลดต่ำลงของประชากรในพื้นที่ต่างจังหวัด เนื่องจากผลกระทบในเชิงลบจากนโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล) แต่ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ควบคุมสินเชื่ออย่างเข้มงวดและติดตามตรวจสอบบัญชีค้างชำระอย่างใกล้ชิด จึงทำให้บริษัทยังคงสามารถบริหารมูลค่าคงค้างในบัญชีเช่าซื้อให้อยู่ในระดับที่บริษัทฯกำหนดไว้ได้อย่างเคร่งครัด

กำไรสุทธิที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา มีผลมาจากการปรับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยพัฒนาให้เกิดความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพจากสินค้า-ผลิตภัณฑ์และการนำเสนอการบริการที่มีอยู่ การให้ความสำคัญแก่กลุ่มตลาดลูกค้าเฉพาะทาง การผสมผสานระหว่างการขายสินค้าอุปโภค-บริโภคควบคู่พร้อมไปกับสินค้าเชิงพาณิชย์ เครือข่ายการทำงานของช่องทางต่างๆในการสร้างยอดขายเพิ่มรายได้ (รายละเอียดจะปรากฏในขอบข่ายการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ) รวมถึงการพัฒนาแผนจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารต่างๆ กระบวนการควบคุมเครดิตอย่างเข้มงวดและการบริหารหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ

จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นติดต่อกันตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะทางการเงินโดยรวมของบริษัทและส่วนของผู้ถือหุ้น มีความแข็งแกร่ง พัฒนาเติบโตได้อย่างต่อเนื่องพร้อมที่จะรองรับแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทซิงเกอร์ประเทศไทยต่อไปได้อย่างมั่นคง


แผนการดำเนินธุรกิจสำหรับปี 2557

ปีพุทธศักราช 2557 นับเป็นปีที่มีความหมายและความสำคัญต่อชาวซิงเกอร์ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นปีที่ครบรอบ 125 ปีซิงเกอร์ประเทศไทย

ตามที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ปัจจัยและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2557 ยังคงมีความท้าทายที่จะรักษาระดับความเติบโตของรายได้โดยรวมและกำไรสุทธิของบริษัท แต่จากสภาวการณ์ที่ตึงเครียดทางการเมืองปัจจุบันและสภาพทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศที่ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของซิงเกอร์ ทำให้บริษัทยิ่งต้องตระหนักถึงการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าอย่างรอบคอบมากขึ้น เพื่อสามารถจัดการธุรกิจและบริหารความเสี่ยงทางการเงินที่เหมาะสมต่อไป

ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งรักษาวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดแห่งการขายพร้อมบริการเช่าซื้อ สำหรับสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านไปยังตลาดในครัวเรือน และสินค้าเชิงพาณิชย์ไปสู่ธุรกิจขนาดเล็กสำหรับตลาดในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศไทยที่ยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

สำหรับปี 2557 นี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของทั้งสินค้าและบริการเช่าซื้อพร้อมข้อเสนอของการบริการ ด้วยการขยายตัวเชิงรุกอย่างต่อเนื่องไปยังตลาดผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ตามเขตชนบทต่างจังหวัดเพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้น

นอกเหนือไปจากนั้น บริษัทก็จะต้องให้มีการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานภายในองค์กร การพัฒนาทักษะและฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะลดต้นทุนการกู้ยืมที่พร้อมจะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อของบริษัท ในขณะเดียวกันก็จะต้องรักษาระเบียบปฏิบัติและขั้นตอนในการตรวจสอบ ควบคุม และติดตามเครดิตอย่างเข้มงวด เพื่อที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในศักยภาพของการดำเนินธุรกิจเช่าซื้อที่ถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทต่อไปอย่างยั่งยืน

เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าแผนธุรกิจนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างธุรกิจของซิงเกอร์ประเทศไทยสำหรับปีที่จะมาถึง ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมในการเสนอสินค้าและบริการอันเป็นที่ยอมรับ พร้อมกับดำเนินธุรกิจใหม่อย่างมีศักยภาพสำหรับตลาดอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างประชาคมอาเซียน (AEC) และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว นับตั้งแต่กลางปี 2555 เป็นต้นมา บริษัทฯได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรในปัจจุบัน อันประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักภายใต้การบริหารของบริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับแต่ละธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นถึงจุดเด่นและความแตกต่างของแต่ละธุรกิจอย่างชัดเจน ดังนี้

  • บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)


เป็นธุรกิจหลักที่จะขายสินค้ายี่ห้อซิงเกอร์ ตลอดจนนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้ายี่ห้ออื่นในประเทศไทย ซึ่งนับรวมถึงการขายเครื่องมือและอุปกรณ์เครื่องใช้ในรูปแบบ “ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ” (B2B) และการส่งสินค้าออกไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านใหม่ในตลาดประชาคมอาเซียนหรือ AEC ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

  • บริษัท ซิงเกอร์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด


เป็นธุรกิจหลักที่จะนำเสนอบริการให้เช่าซื้อและลีสซิ่งทางการเงิน (Finance Lease) แก่ลูกค้าของบริษัทซิงเกอร์สำหรับการซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน และภายในร้านโชว์ห่วย รวมทั้งให้มีการศึกษาเกี่ยวกับการให้สินเชื่อสำหรับการซื้อสินค้าจากร้านค้า อาทิเช่น รถจักรยานยนต์, รถบรรทุกสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตร

  • บริษัท ซิงเกอร์เซอร์วิสพลัส จำกัด


เป็นธุรกิจหลักในการให้บริการหลังการขายและบริการบำรุงรักษาสินค้าทุกยี่ห้อที่ซื้อมาจากซิงเกอร์ประเทศไทย ร่วมกับให้มีการศึกษาที่จะจัดให้บริการบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกยี่ห้อตามบ้านพักอาศัย, คอนโดฯและ ธุรกิจขนาดเล็ก

 

แผนการดำเนินธุรกิจสำหรับปี 2557

บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย คณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร และพนักงาน ทุกคนปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและหลักจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงาน และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท

พร้อมกันนี้บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทยยังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการร่วมมือกันต่อต้านการคอรัปชั่นในภาคเอกชนอีกด้วย

ในการดำเนินธุรกิจอันหลากหลาย  บริษัทได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนสำหรับพนักงาน ชุมชนและประเทศโดยรวม แนวคิดริเริ่มต่างๆ มีการดำเนินการสร้างสรรค์เป็นประจำทุกปี เพื่อช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและปกป้องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและชุมชนให้เกิดความยั่งยืน รายละเอียดเพิ่มเติมของความรับผิดชอบองค์กรต่อสังคม (CSR) ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของบริษัทและพนักงานได้มีการแสดงไว้แยกต่างหากด้านล่าง

สุดท้ายนี้ แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันทางธุรกิจจะมีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น แต่คณะกรรมการ ทีมผู้บริหาร และพนักงานทุกคนยังคงทำงานหนักด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อจุดมุ่งหมายสู่ความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ซิงเกอร์ประเทศไทยบรรลุความสำเร็จในผลการดำเนินงานที่ดีอย่างยั่งยืนอีกครั้งในปี 2556  บริษัทขอพระขอบคุณลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดของบริษัท สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนทุ่มเทอย่างต่อเนื่องอันหาค่ามิได้ที่มีให้กับบริษัท  พร้อมขอขอบพระคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ได้ให้การสนับสนุนบริษัทฯด้วยดีเสมอมา