banner_business

บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” เช่น จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต่างๆ นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้าเชิงพาณิชย์ เช่น ตู้แช่ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ตู้เติมน้ำมันแบบหยอดเหรียญ และเครื่องทำน้ำหวานเกล็ดหิมะ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และหลากหลายทั้งกลุ่มลูกค้าบ้าน และกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์

การขายแบบเช่าซื้อโดยผ่านเครือข่ายซิงเกอร์มากกว่า 10,000 คน กระจายตามสาขามากกว่า 190 สาขาทั่วประเทศไทย ซึ่งถือว่าบริษัทมีเครือข่ายการกระจายสินค้า จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ครอบคลุมไปทั่วทุกภาคในประเทศไทย

สำหรับสินค้าซิงเกอร์สามารถแบ่งแยกเป็น 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้ :-

1.ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ได้แก่:-

  • ผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้า เช่น จักรเย็บผ้า เข็มจักร น้ำมันหล่อลื่นอเนกประสงค์ชนิดหยอด และแบบสเปรย์พ่น กรรไกร เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาแก๊ส เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
  • ผลิตภัณฑ์กลุ่มภาพ และเสียงเช่น แอลอีดี ทีวี (LED TV) ชุดจานดาวเทียม กล่องรับสัญญาณดิจิตอล และโฮมเธียเตอร์ เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ได้แก่:-

  • กลุ่มตู้แช่เช่น ตู้แช่แข็ง ตู้แช่เครื่องดื่ม ตู้แช่เบียร์ ตู้แช่ไวน์ ตู้แช่ไอศครีม ตู้แช่เบเกอรี่และเครื่องทำน้ำหวานเกล็ดหิมะ
  • กลุ่มสินค้าหยอดเหรียญเช่น ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ตู้เติมลมหยอดเหรียญ และตู้จำหน่ายสินค้าอเนกประสงค์หยอดเหรียญ เป็นต้น
  • สินค้าเครื่องมือทางการเกษตรเช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาสะพายหลัง และเครื่องสีข้าว

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 บริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิม คือ SINGER (Thailand) B.V. ที่ถือหุ้น 40% ได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปทั้งหมด บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ คือ มีสัดส่วนการถือหุ้น 24.99% ในปี 2559 บริษัทได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ เข้ามาจำหน่ายในช่องทางการจำหน่ายของบริษัท ทั้งในรูปแบบการขายผ่านหน้าร้านซิงเกอร์ และการขายผ่านเครือข่ายร้านซิงเกอร์ทั่วประเทศในรูปแบบ Direct Sales ซึ่งบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการขายการกระจายสินค้า และการเก็บเงินใหม่ให้สอดคล้องและรองรับการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่แตกต่างจากการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท

นอกจากนี้บริษัท ยังได้รับประโยชน์จากธุรกิจบริหารหนี้ของบริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ในการบริหารลูกหนี้เช่าซื้อและตามเก็บหนี้ค้างชำระของบริษัทอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของซิงเกอร์ในประเทศไทย เป็นการผนึกกำลังกับผู้ถือหุ้นรายใหม่นำจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายมารวมกันเพื่อขยายฐานธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ดังนั้นการจัดจำหน่ายสินค้าของบริษัทนับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังปี 2558 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่จัดจำหน่ายภายใต้ผลิตภัณฑ์เครื่องหมายการค้า“ซิงเกอร์” ในระบบเงินสด และระบบเงินผ่อน แบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์และที่เพิ่มเติมเข้ามาคือผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่นๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ Samsung, OPPO, Huawei,Vivo รวมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ

บริษัทให้เช่าซื้อผ่านทาง บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด ซึ่ง บมจ. ซิงเกอร์ประเทศไทย ถือหุ้นร้อยละ 99.99 การขายของบริษัทเป็นรูปแบบการขายตรงผ่านเครือข่ายร้าน/สาขา พนักงานขายของบริษัท และผ่านผู้แทนจำหน่ายซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ สินค้าส่วนใหญ่ที่บริษัทจำหน่าย บริษัทจะใช้วิธีผลิตแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) โดยการสั่งให้ผู้ผลิตภายในประเทศผลิตให้เกือบทั้งหมด

โครงสร้างรายได้

โครงสร้างรายได้จากงบการเงิน (รวมดอกเบี้ยรับฯ) ของบริษัทตามส่วนงานทางภูมิศาสตร์ และสายผลิตภัณฑ์แบ่งได้ดังต่อไปนี้ :-

มูลค่าการจำหน่ายในประเทศ แยกตามผลิตภัณฑ์

1

หมายุเหตุ

บริษัทดำเนินธุรกิจขายสินค้าในส่วนงานทางธุรกิจเดียว และดำเนินธุรกิจในส่วนงานทางภูมิศาสตร์เดียวคือ ในประเทศไทย ดังนั้นจึงมิได้มีการเสนอข้อมูลทางการเงินจำแนกตามส่วนงาน

โครงสร้างรายได้บริษัทย่อย

3

ตลาดและภาวะการแข่งขัน

(ก) นโยบายและลักษณะการตลาด

กลยุทธ์ในการแข่งขัน

บริษัทใช้กลยุทธ์การขายตรงในระบบเช่าซื้อควบคู่ไปกับการขายเงินสด ทั้งนี้การขายแบบเช่าซื้อดำเนินไปภายใต้การควบคุมที่รัดกุมโดยสม่ำเสมอเพื่อให้มีหนี้เสียน้อยที่สุด สินค้าที่บริษัทจำหน่ายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าของผู้ผลิตรายอื่นๆ ราคาจำหน่ายเงินสดของสินค้าใกล้เคียงกับสินค้ายี่ห้ออื่น โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทเป็นลูกค้าในกลุ่มประชาชนตามต่างจังหวัด โดยบริษัทได้แบ่งระบบการขายของบริษัทออกเป็น 2 ระบบ ดังนี้

  1. 1.ระบบ “ Singer Direct ” เป็นระบบการขายผ่านเครือข่ายพนักงานขายของซิงเกอร์
  2. 2.ระบบขายส่ง เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนช่องทางการขายต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และพม่า ตลอดจนการขายแบบ Group Sales โดยเน้นสินค้าจักรเย็บผ้า พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง สินค้ากลุ่มตู้แช่แข็ง ตู้แช่เครื่องดื่ม ตู้แช่ไวน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กภายในบ้าน

ทางด้านกลยุทธ์สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าหลัก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทตู้เย็น และโทรทัศน์ ซึ่งมีอัตราการครอบครองสูง และตลาดมีอัตราการเติบโตน้อย บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ในการเทิร์นเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าทุกประเภท ทุกยี่ห้อ เพื่อขยายตลาด และเพิ่มยอดการขายให้สูงขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้บริษัทยังได้ครอบคลุมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทุกประเภทอีกด้วยเช่น เครื่องซักผ้า ตู้แช่ ตู้แช่แข็ง ประกอบกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้ดีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้บริษัทยังได้นำสินค้าใหม่ๆ เพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการพาณิชย์ เช่น ร้านโชห่วย ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หอพัก อพาร์ทเมนท์ให้มากขึ้นอีกด้วย เช่น ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ และเครื่องทำน้ำหวานเกล็ดหิมะ เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

ปัจจุบันบริษัท มียอดจำหน่ายสะสมตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือได้มากกว่า 50,000 เครื่อง บริษัทได้สร้างระบบ Server ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการการเติมเงินผ่านเครือข่ายตู้เติมเงินของซิงเกอร์ บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายแอร์ไทม์ (Air time) ให้กับเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ราย คือ AIS, Dtac และ Truemove-H ซึ่งสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมและเป็นฐานรายได้ใหม่ของบริษัทได้อย่างยั่งยืน

กลยุทธ์ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย

บริษัทขายสินค้าผ่านร้านสาขาของบริษัท ซึ่งมีจำนวนกว่า 190 สาขาทั่วประเทศ มีเครือข่ายพนักงานขายกว่า 10,000 คน บริษัทมีการฝึกอบรมพนักงานขายให้มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี ซึ่งพนักงานขายเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการขยายตลาดของบริษัท ประมาณร้อยละ 90 ของยอดขายเป็นการขายแบบเช่าซื้อ โดยบริษัทให้เช่าซื้อผ่านบริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด ซึ่ง บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย ถือหุ้นร้อยละ 99.99

สำหรับการควบคุมคุณภาพของบัญชีเช่าซื้อ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด มีการตรวจสอบทั้งก่อน และภายหลังการขาย โดยจัดให้มีศูนย์พิจารณาสินเชื่อ (Credit Control Office) เพื่อตรวจสอบ และอนุมัติสินเชื่อลูกค้าก่อนการขาย ทั้งนี้การพิจารณาสินเชื่อลูกค้านั้นจะพิจารณาทั้งจากฐานข้อมูลภายในบริษัท และตรวจสอบกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau) และการตรวจสอบภายหลังการขายนั้นผู้ตรวจสอบบัญชี (Account Checker) จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีเช่าซื้อและข้อมูลสินเชื่อว่าถูกต้องตามที่ได้อนุมัติไปหรือไม่โดยการไปตรวจเยี่ยมผู้เช่าซื้อถึงบ้านทุกบัญชี ปัจจุบันบริษัทมีผู้ตรวจสอบบัญชีกว่า 100 คน รับผิดชอบตรวจสอบบัญชีเช่าซื้อทั่วประเทศ ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบของฝ่ายสินเชื่อ

(ข) แนวโน้มอุตสาหกรรมและภาวะการแข่งขัน

แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2562 คาดยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2561 แม้จะชะลอตัวเล็กน้อย โดยคาด GDP เติบโตเฉลี่ย 3.7% – 4.0% (อ้างอิงจากบทความเผยแพร่ของสถาบันการเงินและธนาคารแห่งประเทศไทย) ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และอยู่ในช่วงของการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศในการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อหยุดทำสงครามการค้าชั่วคราว และการที่อังกฤษเตรียมที่จะเจรจาขอถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจโลก และเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่จะสามารถกำหนดทิศทางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2562 นอกจากนี้ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตหลักมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง การลงทุนของภาคเอกชนที่เริ่มขยายตัวจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่ยังดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ด้วยภาคการส่งออกที่คาดว่ายังชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อและยังคงความไม่แน่นอนสูง อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยที่ต้องระวังจากความคาดหวังต่อการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนของนโยบายการลงทุนโครงการ Mega-project ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ห้าสายและโครงการ EEC

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนและภาคครัวเรือน ยังคงคาดการณ์เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามอัตราการว่างงานในระดับต่ำ การกระจุกตัวและการฟื้นตัวของรายได้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ยังต้องจับตา แนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากการคาดการณ์การปรับเพิ่มของอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 2.0% ในปี 2562 และภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับการบริโภคของกลุ่มเกษตรกร ที่คาดการณ์รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากความผันผวนของราคาพืชผลทางการเกษตร

ถึงแม้การคาดการณ์ชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชนและภาคครัวเรือน บริษัทยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยจากประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำกับดูแลสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ได้มีการขยายขอบเขตของสินเชื่อส่วนบุคคล และกำหนดเพดานดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจากผู้บริโภค โดยรวมกันแล้วไม่เกินกว่าร้อยละ 28 ต่อปี (effective rate)

จากแนวโน้มและปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในปี 2562 บริษัทยังคงมีศักยภาพพร้อมต่อการแข่งขันและการเติบโต จากการกระจายฐานลูกค้าจากภาคครัวเรือนสู่ภาคเอกชนมากขึ้น การขยายตัวของธุรกิจสินเชื่อที่ไม่จำเพาะเพียงสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเชิงพาณิชย์ แต่ครอบคลุมถึงสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันและสินเชื่อส่วนบุคคล การกระจายตัวของสาขาหลักและสาขาย่อยครอบคลุมในระดับชุมชน ทำให้บริษัทยังคงมีความได้เปรียบในด้านการติดตามและการเข้าถึงฐานลูกค้า ประกอบกับระบบการตรวจสอบ การประเมินลูกค้า และการอนุมัติสินเชื่อที่มีความเข้มงวดมากขึ้น

แนวโน้มเงินเฟ้อปี 2562 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2% ภายใต้กรอบ 0.7-1.7% ภายใต้สมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32.5-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินเฟ้อไตรมาสแรก น่าจะอยู่ที่ 0.86% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 0.98% ไตรมาส 3 อยู่ที่ 1.27% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.81%

ธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า

ในธุรกิจแบบเช่าซื้อมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีฐานลูกค้า และลักษณะที่ต่างกัน

กลุ่มแรกมีผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศ ได้แก่ บมจ.อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส (กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์) และ บมจ. อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายนั้น นอกเหนือจากการให้บริการธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วยังมีบริการสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าอีกหลายประเภท เช่น อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องใช้สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ เป็นต้น แต่มีรูปแบบการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อโดยผ่านร้านค้าตัวแทน

กลุ่มที่สองซึ่งจะมุ่งเน้นในด้านสินค้าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ปัจจุบันคงมีเพียง บมจ. ซิงเกอร์ประเทศไทย เพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่ยังดำเนินธุรกิจการขายตรงแบบเช่าซื้อผ่านทางร้านสาขา และ พนักงานขายของบริษัทเอง

จากการที่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันได้แก่ โทรทัศน์ และตู้เย็น ซึ่งถือเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการครอบครองที่สูง จึงทำให้การเพิ่มยอดขายเป็นไปได้ยาก แต่ผู้บริหารของบริษัทกลับมองว่าสามารถที่จะเพิ่มยอดขายได้ด้วยการนำหลักการตลาดของสินค้าทดแทน (Replacement Market) โดยอาศัยกลยุทธ์แลกซื้อ (Trade-in) สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของลูกค้าทุกชนิดทุกยี่ห้อมาแลกกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ของซิงเกอร์พร้อมกับเงื่อนไขรับส่วนลดระหว่าง 1,000 – 3,000 บาท พร้อมทั้งการผ่อนสบายๆ และการบริการอย่างยอดเยี่ยมกับร้านสาขาซิงเกอร์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของบริษัทในการขยายตลาดของสินค้าทุกชนิดที่บริษัทจัดจำหน่าย

จักรเย็บผ้า

สินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทที่ผลิตใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ เสื้อ กางเกง กระโปรง กระเป๋า รองเท้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ใช้จักรเย็บผ้าในการผลิตทั้งสิ้น จักรเย็บผ้าจึงเป็นสินค้าที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปของธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม รวมถึง จักรเย็บผ้าทั่วไปที่สำหรับใช้ภายในบ้าน ตลาดของจักรเย็บผ้าสามารถแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ จักรเย็บผ้าอุตสาหกรรมที่นำมาใช้ตัดเย็บเครื่องอุปโภคบริโภคในเชิงอุตสาหกรรม และจักรเย็บผ้าธรรมดาที่นำมาใช้ตัดเย็บภายในครัวเรือน สำหรับยี่ห้อที่วางจำหน่ายอย่างแพร่หลายในตลาดจักรเย็บผ้าในประเทศไทย ได้แก่ ซิงเกอร์ จาโนเม่ เอลวิร่า บราเดอร์ และจูกิ ทั้งยังมีจักรเย็บผ้าราคาถูกที่นำเข้าจากประเทศจีนอีกหลากหลายยี่ห้อที่เข้ามาแข่งขันกันในธุรกิจนี้

เนื่องจากจักรเย็บผ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่คงทน และมีอายุการใช้งานยาวนานพอสมควร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานที่เหมาะสมกับจักรเย็บผ้าแต่ละประเภทด้วย ปัจจุบันตลาดมีความต้องการซื้อจักรเย็บผ้ามากขึ้นเนื่องด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกลายเป็นจักรเย็บผ้าคอมพิวเตอร์ ที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัย กะทัดรัด ใช้งานง่าย สามารถประดิษฐ์งานได้หลากหลายเหมาะกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปที่กำลังนิยมงานประดิษฐ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว DIY (Do It Yourself)

การเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งที่สำคัญ

ในประเทศไทยมีบริษัทใหญ่ๆ ที่ดำเนินธุรกิจทางด้านการเงินให้กับผู้บริโภค (Consumer Finance) ที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) โดยที่มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทางด้านบัตรเครดิต (Credit Card) อันได้แก่ บริษัท อเมริกันเอ็กเพรส (ไทย) จำกัด, บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด, บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด, บริษัท ซิตี้ คอนซูเมอร์ โปรดักส์ ส่วนบริษัทดำเนินธุรกิจ Non-bank อันได้แก่ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AEONTS), บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด (Krungsri First Choice) (KFC) และบริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) (Easy Buy) ซึ่งมุ่งเน้นในการทำธุรกิจเช่าซื้อ และสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) ที่มุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจเช่าซื้อที่ได้ดำเนินธุรกิจมาตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี

บริษัทที่เป็น Non-bank ดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีเป้าหมายของตนเอง ดังเช่น AEONTS, EASY BUY และ Krungsri First Choice จะมุ่งเน้นธุรกิจทางขายแบบเช่าซื้อและสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loans) กับลูกค้าที่มีประวัติดี และมีรายได้ประจำไม่น้อยกว่า 4,000 บาท ในขณะที่ SINGER จะมุ่งเน้นไปในกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจการเกษตรอันถือเป็นกลุ่มฐานราก บริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจแบบขายตรงซึ่งนำต้นทุนทางการเงินพร้อมค่าใช้จ่ายของการให้บริการก่อนและหลังการขายมารวมอยู่ในอัตราที่คิดกับลูกค้า

การแข่งขันของบริษัทในกลุ่มเหล่านี้จะแตกต่างกันโดยที่บริษัทในกลุ่มแรก (AEONTS, KFC และ EASY BUY) จะแข่งขันกันในเรื่องของความรวดเร็วในการอนุมัติเครดิต และอัตราดอกเบี้ย บริษัทที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นเกษตรกรในชนบทจะแข่งกันในเรื่องของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนในท้องถิ่น และการเสนอบริการที่ดีทั้งก่อนการขาย และหลังการขาย ยิ่งไปกว่านั้นการให้บริการการขายตรงที่ให้กับลูกค้าก็จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าโดยการนำเสนอบริการ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

การจัดหาผลิตภัณฑ์หรือการบริการ

การจัดหาผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้า หลังกลางปี 2545 บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการสั่งซื้อ จากเดิมบริษัทใช้วิธีการสั่งซื้อจักรเย็บผ้าจากบริษัท อุตสาหกรรมซิงเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นการสั่งซื้อจักรเย็บผ้าสำเร็จรูปโดยตรงจากต่างประเทศแทน เนื่องจากต้นทุนของการนำเข้าผลิตภัณฑ์จักรเย็บผ้าสำเร็จรูปต่ำกว่าต้นทุนการผลิตและประกอบภายในประเทศ สินค้าที่บริษัทซื้อจากผู้ผลิตจากต่างประเทศมีมูลค่าประมาณร้อยละ 3 ของสินค้าที่ซื้อทั้งหมด

ในส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศในลักษณะของ OEM (Original Equipment Manufacturer) กล่าวคือ ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมาย “ซิงเกอร์” ให้แก่บริษัทโดยผู้ผลิตหลักซึ่งผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านให้แก่บริษัทได้แก่:-

  1. 1.บริษัท ไฮเออร์ อิเล็คทริค จำกัด (มหาชน) สินค้าที่ผลิต ได้แก่ ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ
  2. 2.บริษัท พานาโซนิค แอ็พไลแอ็นซ์ โคลด์เชน (ประเทศไทย) จำกัด สินค้าที่ผลิต ได้แก่ ตู้แช่ไวน์
  3. 3.บริษัท ลัคกี้เฟลม จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ เตาแก๊ส
  4. 4.บริษัท เอดีที ออนไลน์ จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์และตู้เติมน้ำมันหยอดเหรียญ
  5. 5.บริษัท ซอฟท์เวย์ คอมเมอร์เชียล จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ เครื่องทำน้ำหวานเกร็ดหิมะ , เครื่องทำน้ำแข็ง และเครื่องทำไอศครีม
  6. 6.บริษัท ซันเด้น อินเตอร์คูล (ประเทศไทย) จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ ตู้แช่แข็งและตู้แช่เครื่องดื่ม
  7. 7.บริษัท พีเอสไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ เครื่องกรองน้ำ
  8. 8.บริษัท แฟมิลี่ คอร์ปอเรชั่น จํากัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ หม้อหุ้งข้าว , หม้ออบอบรมร้อน และพัดลม
  9. 9.บริษัท มีเดีย เซ็นเตอร์ จำกัด สินค้าที่ผลิตได้แก่ ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์

นอกจากสินค้าที่ขายภายใต้เครื่องหมายการค้า ซิงเกอร์ แล้วบริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ในการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายรุ่น ซึ่งทำให้สามารถขยายกลุ่มฐานลูกค้าของบริษัทเข้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้นด้วย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และได้มีการรณรงค์ให้มีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทได้พัฒนาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่ง ดังนั้นสินค้าที่บริษัทจำหน่ายจึงเป็นสินค้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ยิ่งไปกว่านั้น ตู้เย็นของซิงเกอร์ได้พัฒนาอีกขั้นโดยใช้น้ำยาทำความเย็นที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายชั้นบรรยากาศของโลก “NON CFC” คือสาร “C-Pentane” ซึ่งมีค่าในการทำลายโอโซนเป็นศูนย์

เนื่องจากบริษัทไม่มีโรงานผลิตสินค้า แต่ใช้วิธีการสั่งซื้อสินค้าด้วยการผลิตแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) จากโรงงานที่มีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่มีคุณภาพ โดยบริษัทมีหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า (Quality Assurance) เพื่อคัดกรองสินค้าให้ได้ตามมาตรฐาน และบริษัทมีนโยบายเลือกโรงงานที่ให้ความสำคัญในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและในเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

ทางบริษัทมีความตั้งมั่นในการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง