Set Index

Set Index

หุ้นซิงเกอร์

หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในไตรมาสที่สี่ปี 2552 บริษัทมีผลประกอบการกำไรสุทธิเท่ากับ 1.2 ล้านบาทซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2551 ที่มีผลขาดทุนสุทธิถึง 66.4 ล้านบาท และเมื่อรวมผลประกอบการทั้งปี 2552 พบว่า บริษัทมีผลประกอบการกำไรสุทธิเท่ากับ 36.5 ล้านบาทเมื่อเทียบกับผลประกอบการปี 2551 ที่มีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 81.6 ล้านบาท อันแสดงให้เห็นถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของบริษัท จนทำให้กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ประจำปี 2552 ของบริษัทฯเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งเท่ากับ 29.2 ล้านบาทมาเป็น 130.5 ล้านบาท


บริษัทขอชี้แจงประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2552 ดังนี้

  • บริษัทได้รับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับปี 2552 เป็นเงินทั้งสิ้น 345.8 ล้านบาท โดยแยกเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 1-3 เท่ากับ 210.3 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทได้มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเจรจากับผู้ผลิตเพื่อให้ได้ราคาสั่งซื้อที่ถูกลง เงื่อนไขที่ดีขึ้นพร้อมกับส่วนลดที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นรวมกับการปรับลดมูลค่าของราคาตีแลก (Trade-in) ที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552
  • ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้รับดังกล่าว บริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยสำหรับปี 2552 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่ากับ 365.8 ล้านบาท
  • ในเดือนพฤศจิกายน 2552 บริษัทฯได้มีการเซ็นสัญญาขยายระยะเวลาการชำระหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเพื่อขยายระยะเวลาของเงินกู้ทั้งหมดรวม 1,026.2 ล้านบาท ออกไปเป็นระยะเวลา 6 ปีโดยเงินกู้งวดสุดท้ายจะครบกำหนดชำระในวันที่ 30 มีนาคม 2558
  • ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 อัตราส่วนหมุนเวียน (Current Ratio) ของบริษัทฯได้มีการปรับปรุงดีขึ้นจาก1.1 เท่า มาเท่ากับ 4.9 เท่า อันประกอบด้วยเงินกู้ระยะสั้นเท่ากับ 54.0 ล้านบาท และเงินกู้ระยะยาวเท่ากับ 820.2 ล้านบาท
  • ณ สิ้นปี 2552 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ได้มีการปรับลดลงจาก 3.4 เท่ามาเหลือเท่ากับ 2.6 เท่าอันเป็นผลมาจากการปรับปรุงกำไรสุทธิที่ดีขึ้นเท่ากับ 36.5 ล้านบาท และเงินกู้ที่ลดลงเท่ากับ 294.4 ล้านบาท
  • ณสิ้นเดือนธันวาคม 2552 บริษัทฯมีบัญชีเช่าซื้อรถจักรยานยนต์คงเหลือเท่ากับ 5,761 บัญชีจากบัญชีเช่าซื้อคงเหลือทั้งหมดเท่ากับ 162,1691 บัญชี หรือคิดเป็น 3.6% ของบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด
  • จำนวนรถจักรยานยนต์ใช้แล้ว ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2552 ลดลงเหลือเท่ากับ 715 คัน
  • เปอร์เซ็นต์การเก็บเงินซึ่งคำนวณมาจากจำนวนบัญชีที่รับชำระต่อจำนวนบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 เพิ่มขึ้นเท่ากับ 6.3% เมื่อเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็นต์การเก็บเงิน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551
  • บริษัทฯสามารถบริหารบัญชีเช่าซื้อที่ค้างชำระลดลงจากเดือนธันวาคม 2551ทั้งสิ้นเท่ากับ 124.2 ล้านบาท
  • กลยุทธ์ในอนาคตของบริษัทยังคงเน้นในธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกับลูกค้าในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทได้ดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาดนี้มามากกว่า 120 ปีแล้ว
  • บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์ในการตีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trade-in) ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ต่อไปด้วยการกำหนดมูลค่าของราคาตีแลกสินค้าให้ลดลง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของโอกาสทางธุรกิจสำหรับตลาดสินค้าแทนที่มีอยู่ได้อย่างมหาศาลได้ต่อไป
  • หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวโฆษณาเครื่องปรับอากาศที่ว่า “จ่ายเพียง 30 บาทต่อวัน คุณก็สามารถเป็นเจ้าของเครื่องปรับอากาศซิงเกอร์ได้” ผ่านสื่อโทรทัศน์ในเดือนธันวาคม 2552 ยอดขายเครื่องปรับอากาศของบริษัทฯก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงเวลาการขายเครื่องปรับอากาศของบริษัทฯก็ตาม ด้วยเหตุนี้บริษัทฯจึงวางแผนที่จะจัดให้มีการโฆษณาชุดนี้ต่อไปในปี 2553
  • ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญที่จะปกป้องคุ้มครองบริษัทฯ ลูกค้า พนักงาน พนักงานขาย และทรัพย์สิน จากความเสี่ยงทางการเงินหรือจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฏระเบียบและการกระทำที่ไม่มีจริยธรรม บริษัทฯจึงได้มีการกำหนดนโยบายไม่ยอมให้มีการทุจริต (Zero Tolerance Policies) อันเกี่ยวข้องการกระทำที่ไม่สุจริตขึ้น เพื่อที่จะประกาศให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันทั้งภายในและภายนอกบริษัทฯ อันประกอบด้วย ลูกค้า ผู้ผลิต พนักงาน และพนักงานขาย
  • บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักจากรถจักรยานยนต์มาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้สำเร็จดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของยอดขายขั้นต้นของสินค้าในปี 2552 ที่ประกอบด้วยยอดขายขั้นต้นของรถจักรยานยนต์ที่ลดลงเหลือเพียง 1.5%ของยอดขายขั้นต้นของสินค้าทั้งหมด

ข้อสังเกตสำหรับตัวเลขทางการเงินที่สำคัญของสำหรับปี 2552
งบกำไรขาดทุน

ผลประกอบการสำหรับปี 2552 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 36.5 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551 ที่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 81.6 ล้านบาท


รายได้ของบริษัทลดลงจาก 2,355.4 ล้านบาทในปี 2551 เหลือ 1,874.9 ล้านบาท หรือลดลงเท่ากับ 20.4% ทั้งนี้เนื่องมาจากยอดขายของสินค้าที่ลดลงประมาณ 22.1% อันมีผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกและภายในที่สำคัญ 2 ปัจจัยที่มากระทบอันได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยที่ยังไม่แน่นอนอันส่งผลกระทบกับการฟื้นตัวของความต้องการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับการอนุมัติและควบคุมสินเชื่อของบริษัทที่รัดกุมเพื่อให้ได้บัญชีเช่าซื้อที่มีคุณภาพ และการลดลงของดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระเท่ากับ 10.0% หรือลดลงเท่ากับ 49.7 ล้านบาทอันเนื่องมาจากจำนวนบัญชีเช่าซื้อที่ลดลงจาก 189,031บัญชี ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ลดลงเหลือเท่ากับ 162,169 บัญชี ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 โดยมีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีที่ปิดและยึดคืนมากกว่าบัญชีที่เปิดใหม่โดยเฉพาะบัญชีเช่าซื้อของรถจักรยานยนต์ ประกอบกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับรู้ดอกเบี้ยผ่อนชำระจากวิธีผลรวมของจำนวนปี (Sum of the Digit) มาเป็นแบบการคิดดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) อีกทั้งรายได้อื่นๆ ก็ลดลง 41.6 ล้านบาทอันมีผลเนื่องมาจากการหยุดที่จะขายร้านสาขาหลังจากที่ได้มีการปรับจำนวนร้านสาขาที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลงให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทแล้ว


ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2552 การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือของบริษัทได้ลดลงเหลือเท่ากับ 33.0 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นเดือนธันวาคม ปี 2551 ซึ่งเท่ากับ 103.0 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการวางแผนจัดการกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีการเคลื่อนไหวช้าและรถจักรยานยนต์ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด


โดยภาพรวมของปี 2552 บริษัทมียอดกำไรสุทธิทั้งสิ้น 36.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขาดทุนสุทธิ 81.6 ล้านบาท ของปี 2551 ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเท่ากับ 118.1 ล้านบาท สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:-



    ล้านบาท
1. ยอดขายของผลิตภัณฑ์ลดลง (389)
2. รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง (50)
3. รายได้อื่นๆลดลง (42)
4. ต้นทุนขายลดลง 435
5. ค่าใช้จ่ายผันแปรลดลง 100
6. ค่าใช้จ่ายกึ่งผันแปรเพิ่มขึ้น (9)
7. ขาดทุนจากการยึดคืนลดลง 16
8. ค่าใช้จ่ายประจำลดลง 51
9. ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 6
รวมทั้งหมด 118

งบดุล

ลูกหนี้ผ่อนชำระและลูกหนี้อื่น-สุทธิ ลดลงจาก 1,395 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 มาอยู่ที่ 1,132 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 หรือลดลงเท่ากับ 18.9% ทั้งนี้เนื่องมาจากบัญชีเช่าซื้อที่ปิดเพิ่มขึ้นจากการปิดบัญชีปกติ การยึดคืน และการให้ส่วนลด โดยเฉพาะบัญชีเช่าซื้อของรถจักรยานยนต์ จำนวนบัญชีเช่าซื้อ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 ลดลงเหลือเท่ากับ 162,169 บัญชีเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2551 ที่มีจำนวนเท่ากับ 189,031 บัญชี หรือลดลงเท่ากับ 26,862 บัญชี


สินค้าคงเหลือ – สุทธิ ลดลงจาก 222 ล้านบาท เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2551 มาอยู่ที่ 200.8 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 สาเหตุหลักของการลดลงดังกล่าวมาจากนโยบายในการผลักดันสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวช้าให้มาเป็นเงินสดเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ


เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 เท่ากับ 153.2 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเท่ากับ 179 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากมูลค่าของการสั่งซื้อสินค้าที่ลดลงตามยอดขายที่ลดลงประกอบกับการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าก่อนครบกำหนดชำระให้กับผู้ผลิตเพื่อให้ได้ส่วนลดเงินสดตามข้อตกลง


เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเท่ากับ 294.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2551 ทั้งนี้เนื่องมาจากการคืนเงินกู้จากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง


จากโอกาสและความท้าทายที่มีอยู่ บริษัทฯ ก็มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2553